พาส่องมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการให้ใช้ ETAX ที่ผ่านมา
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กรมสรรพากร และรัฐบาลไทยได้ออกมาตรการจูงใจทางภาษีหลายอย่าง เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการหันมาใช้ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) มากขึ้น ทั้งยังให้ประโยชน์แก่ผู้บริโภคในการขอลดหย่อนภาษีจากการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศด้วยมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ ส่งผลดีทั้งสองฝ่ายคือ ผู้ขายลดต้นทุนภาษี และ ผู้ซื้อได้ลดหย่อนภาษีเงินได้ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มตัว
สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่ใช้ e-Tax (หักรายจ่าย 2 เท่า)
รัฐบาลได้ออกมาตรการภาษีสำหรับภาคธุรกิจที่ลงทุนปรับระบบมาใช้ e-Tax Invoice และ e-Receipt โดยให้สิทธิหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งมาตรการนี้มีผลบังคับใช้สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ปี 2566 ถึงสิ้นปี 2568 เท่านั้น ถือเป็นโอกาสทองที่ผู้ประกอบการจะปรับตัวเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงเวลาที่กำหนด
ประเภทค่าใช้จ่ายที่หักลดหย่อนได้ 2 เท่า ได้แก่
- ค่าใช้จ่ายในการจัดทำหรือซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับออก e-Tax
- ค่าบริการหรืออุปกรณ์สำหรับจัดเก็บใบรับรองดิจิทัล
- การซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
- ค่าเช่าพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบน เซิร์ฟเวอร์ / คลาวด์
- ตลอดจน ค่าบริการที่จ่ายให้ผู้ให้บริการระบบ e-Tax ไม่ว่าจะเป็นค่าบริการจัดทำหรือนำส่งข้อมูล ฯลฯ ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้สามารถนำมาหักรายจ่ายเพิ่มได้อีก 100% (รวมเป็น 200%) ในการคำนวณกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี
* รายการดังกล่าว ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการจัดทำ ส่งมอบ หรือเก็บรักษาใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ใบรับอิเล็กทรอนิกส์ เท่านั้น และไม่ใช่การซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม
** หมายเหตุ e-Tax invoice by Time Stamp ไม่เข้าร่วมจึงไม่สามารถหักรายจ่ายจากการลงทุนได้ 2 เท่าได้
อ้างอิงจาก: มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2566, พ.ร.ฎ.718, ประกาศอธิบดีฯ เกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 406 และ 410
อ่านเพิ่มเติม: ลงทุนกับ EtaxEasy หักรายจ่ายได้ 2 เท่า!!
เงื่อนไขสำหรับผู้ประกอบการที่ใช้ e-Tax เพื่อหักลดหย่อน 2 เท่า
ทรัพย์สินหรือระบบที่ลงทุนต้องเป็นของใหม่ไม่เคยใช้งานมาก่อน และได้มาพร้อมใช้งานภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยต้องนำระบบมาใช้งานต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3 รอบบัญชีติดกัน นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายต้องเกิดขึ้นภายในวันที่กำหนดคือปี 2566–2568 ตามเงื่อนไขกฎหมาย
รายละเอียดอ้างอิงจาก พระราชกฤษฎีกาฯ ฉบับที่ 766 (พ.ศ.2566)
มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อ (ผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา)
ฝั่งผู้บริโภคเอง รัฐบาลได้ทยอยออกโครงการ “ช้อปเพื่อลดหย่อนภาษี” ช่วงต้นปีต่อเนื่องกันตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ และ จูงใจให้ประชาชนขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์จากร้านค้า (ซึ่งส่งเสริมให้ร้านค้าหันมาใช้ระบบ e-Tax มากขึ้นอีกทางหนึ่ง) แต่ละปี มีรายละเอียดดังนี้
ปี 2566: โครงการ “ช้อปดีมีคืน”
มาตรการภาษีต้อนรับปี 2566 ภายใต้ชื่อ “ช้อปดีมีคืน 2566” เปิดโอกาสให้ผู้มีเงินได้สามารถใช้ค่าซื้อสินค้าหรือบริการที่จ่ายไป ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2566 มาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2566 ของตนได้
ในปีแรกที่เริ่มกระตุ้นให้ประชาชนทั้งผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา และผู้ประกอบการ ให้รู้จักและหันมาเริ่มใช้ e-Tax การออกและขอใบกำกับภาษีเพื่อร่วมโครงการ ยังสามารถขอใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบกระดาษเพื่อนำมาลดหย่อนภาษีได้ นับว่าเป็นก้าวแรกของการเข้าสู่ยุคดิจิทัลแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการเองสามารถปรับตัวได้
โครงการ “ช้อปดีมีคืน” มีรายละเอียดสำคัญดังนี้
- วงเงินลดหย่อนภาษี: สูงสุดไม่เกิน 40,000 บาท ต่อผู้มีเงินได้
- ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 30,000 บาทแรก สำหรับค่าใช้จ่ายที่มีใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ (ออกเป็นกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้) และอีก 10,000 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายที่มีหลักฐานเป็น ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice/e-Receipt) เท่านั้น
ถือเป็นหนึ่งในนโยบายของขวัญปีใหม่ภาครัฐที่สร้างทั้งประโยชน์ทางภาษีแก่ประชาชนและผลักดันธุรกิจเข้าสู่ยุคดิจิทัลไปพร้อมกัน
ปี 2567 โครงการ “Easy e-Receipt”
รัฐบาลสานต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงต้นปีในปีถัดมา (2567) โดยปรับปรุงโครงการให้เน้นการใช้ e-Tax อย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น ภายใต้ชื่อ “Easy e-Receipt” ซึ่งมีการ เพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีเป็นสูงสุด 50,000 บาท และกำหนดให้ใบกำกับภาษีที่จะใช้ลดหย่อนได้ ต้องเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น
โครงการ “Easy e-Receipt” มีรายละเอียดดังนี้
- ช่วงเวลาโครงการ: ค่าใช้จ่ายที่นำมาลดหย่อนต้องเกิดขึ้น ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2567 (ช่วงเวลา 46 วัน เช่นเดียวกับปีก่อน)
- วงเงินลดหย่อนภาษี: สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ต่อคน (เพิ่มขึ้นจากวงเงิน 40,000 บาทของปีก่อน)
- เงื่อนไขใบกำกับภาษี: ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เท่านั้น จึงจะใช้สิทธิลดหย่อนตามมาตรการนี้ได้ ไม่มีสิทธิสำหรับใบกำกับภาษีแบบกระดาษอีกต่อไป (เป็นการผลักดันให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายหันมาใช้ระบบ e-Tax อย่างเต็มที่)
ปี 2568 โครงการ “Easy e-Receipt 2.0”
ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 กับมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต้นปี 2568 โดยกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรได้ปรับปรุงโครงการภายใต้ชื่อ “Easy e-Receipt 2.0” เพื่อเพิ่มประสิทธิผลทั้งในแง่กระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการใช้ e-Tax อย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น
โครงการ “Easy e-Receipt 2.0” มีรายละเอียดดังนี้
- ช่วงเวลาโครงการ: ค่าใช้จ่ายที่เข้าร่วมมาตรการต้องเกิดขึ้น ระหว่างวันที่ 16 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2568 (ขยายเวลาเริ่มโครงการช้ากว่าปีที่แล้วเล็กน้อย)
- วงเงินลดหย่อนภาษี: สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท ต่อคน (วงเงินรวมเท่ากับปี 2567) โดยยังคงเงื่อนไขว่าต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่มีหลักฐานเป็น e-Tax Invoice หรือ e-Receipt เท่านั้น จึงจะนำมาลดหย่อนภาษีได้
- เงื่อนไขใบกำกับภาษี: มาตรการปี 2568 มีการแบ่งวงเงินลดหย่อนออกเป็น 2 ส่วน เพื่อเจาะจงกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กัน ได้แก่ ส่วนที่ 1 ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30,000 บาท สำหรับการซื้อสินค้าหรือบริการจากร้านค้าทั่วไปที่ออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ได้ และ ส่วนที่ 2 ลดหย่อนได้เพิ่มอีกไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับการซื้อสินค้า OTOP หรือสินค้าบริการจากวิสาหกิจชุมชน/วิสาหกิจเพื่อสังคม โดยต้องมีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักฐานเช่นกัน (รวมวงเงินทั้งสองส่วนไม่เกิน 50,000 บาทตามที่กำหนด)
ปี 2569 โครงการ “ลดหย่อนภาษี Easy e-Receipt” จะกลับมามั้ย?
แม้ปัจจุบันนี้ (ตุลาคม 2568) ยังไม่มีประกาศเกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีโดยใช้ e-Tax invoice ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่มีแนวโน้มสูงที่รัฐบาลจะประกาศใช้โครงการนี้อีกครั้ง เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอีกครั้ง ผู้ประกอบการควรเตรียมตัวและวางแผนไว้ล่วงหน้า เพราะหากรอจนใกล้ช่วงมาตรการ ความต้องการของผู้ประกอบการในการเข้าสู่ระบบ e-Tax จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การเตรียมตัวและเทรนด์พนักงานอาจไม่ทันการและตามมาด้วยปัญหาและความยุ่งยาก นอกจากนี้ ราคาก็อาจสูงขึ้น ซึ่งเป็นไปตามกลไกการตลาด
อ่านเพิ่มเติม: ช้อปดีมีคืน 2569 พร้อมกว่าได้เตรียมก่อน!!
Update!! (21 ตุลาคม 2568) ครม.เห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางในช่วงปลายปี โดยเฉพาะการส่งเสริมการเดินทางเมืองรองผ่านกลไกภาษีครอบคลุมทั้งมาตรการที่ให้กับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
กลับมาแล้ว! กับ “โครงการ เที่ยวดีมีคืน2568” กระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ให้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีสำหรับการท่องเที่ยวและขอใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ e-Tax Invoice
>>เรียนรู้เพิ่มเติม<<







